co2 laser เชียงใหม่ เช็คที่เดอแจมคลินิก ปตท.สันทราย ไลน์ @dejamclinic De Jam Clinic (เดอแจม คลินิก) คลินิกความงามที่บริการด้าน สิว ผิวพรรณ และความงาม โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ กว่า 14 ปี โทรสอบถาม 098-999-2597 เพื่อให้ผู้รับบริการมั่นใจถึงความปลอดภัย เดอแจม คลินิก เราเลือกใช้เครื่องเลเซอร์ที่ได้มาตราฐานจากไทย สหรัฐอเมริกาและมาตรฐานยุโรป ดูแลวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะบุคคลเพราะเราเชื่อว่าทุกคนสามารถดูดีได้ในแบบฉบับของตัวเองและสวย หล่อได้ อย่างเป็นธรรมชาติ
co2 laser เชียงใหม่ – CO2 Laser คืออะไร? ดีอย่างไร และเหมาะกับการรักษาปัญหาผิวแบบไหน CO2 Laser หรือ Carbon Dioxide Laser เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการผิวหนังและศัลยกรรมความงาม โดยใช้พลังงานเลเซอร์ความยาวคลื่น 10,600 นาโนเมตร เพื่อรักษาปัญหาผิวหลายประเภท เช่น หลุมสิว แผลเป็น ริ้วรอย ติ่งเนื้อ หูด กระเนื้อ ไฝบางชนิด รวมถึงการปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนมากขึ้น

CO2 Laser คืออะไร?
CO2 Laser เป็นเลเซอร์ที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวกลางในการสร้างพลังงานแสง โดยมีคุณสมบัติเด่นคือถูกดูดซับโดย น้ำในเซลล์ผิวหนัง ได้ดีมาก
เมื่อเลเซอร์สัมผัสกับผิว พลังงานจะทำให้น้ำในเนื้อเยื่อระเหยออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามารถกำจัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติหรือกระตุ้นการสร้างผิวใหม่ได้อย่างแม่นยำ
ปัจจุบัน CO2 Laser มีทั้งแบบดั้งเดิมและ Fractional CO2 Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยิงเลเซอร์เป็นจุดเล็ก ๆ จำนวนมาก ช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
CO2 Laser รักษาอะไรได้บ้าง?
CO2 Laser ถูกนำมาใช้รักษาปัญหาผิวได้หลากหลาย ได้แก่
-
หลุมสิว
-
แผลเป็นจากสิว
-
ริ้วรอยเล็ก ๆ
-
ผิวไม่เรียบเนียน
-
ติ่งเนื้อ
-
กระเนื้อ
-
หูดบางชนิด
-
ไฝบางประเภท (ตามดุลยพินิจของแพทย์)
-
รอยแผลเป็นบางชนิด
-
รูขุมขนกว้างในบางกรณี
การเลือกใช้ CO2 Laser จะขึ้นอยู่กับชนิดของปัญหาผิว ความลึกของรอยโรค และสภาพผิวของผู้รับการรักษา
หลักการทำงานของ CO2 Laser
หลักการสำคัญของ CO2 Laser คือการใช้พลังงานแสงทำให้ น้ำภายในเซลล์ระเหย จึงสามารถกำจัดเนื้อเยื่อเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ
ในกรณีของ Fractional CO2 Laser เลเซอร์จะสร้างคอลัมน์ความร้อนขนาดเล็กจำนวนมากในผิวหนัง โดยเว้นผิวปกติไว้ระหว่างจุดยิง ส่งผลให้
-
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
-
ฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่
-
ลดหลุมสิว
-
ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
-
ลดริ้วรอยเล็ก ๆ
การเว้นพื้นที่ผิวปกติไว้ช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วกว่า CO2 แบบเต็มพื้นที่
ข้อดีของ CO2 Laser
1. ช่วยรักษาหลุมสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลุมสิวเกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนหลังการอักเสบของสิว CO2 Laser โดยเฉพาะแบบ Fractional สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้หลุมสิวหาย 100% ได้ในทุกคน แต่เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมในการปรับสภาพผิว
2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
เมื่อผิวได้รับพลังงานเลเซอร์ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติ ส่งผลให้มีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น
ประโยชน์ที่เห็นได้ ได้แก่
-
ผิวกระชับขึ้น
-
ผิวเรียบเนียน
-
ลดริ้วรอยบางส่วน
-
เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
ผลลัพธ์มักค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลังการรักษา
3. รักษาติ่งเนื้อและกระเนื้อ
CO2 Laser เป็นเครื่องมือที่แพทย์นิยมใช้กำจัดติ่งเนื้อและกระเนื้อ เพราะสามารถตัดหรือระเหยเนื้อเยื่อได้อย่างแม่นยำ
บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น
-
คอ
-
ใต้ตา
-
รักแร้
-
ลำตัว
หลังทำอาจมีสะเก็ดเล็ก ๆ ซึ่งต้องดูแลตามคำแนะนำของแพทย์
4. ปรับผิวให้เรียบเนียน
ผู้ที่มีผิวขรุขระ รูขุมขนกว้าง หรือผิวไม่สม่ำเสมอ อาจได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นการผลัดเซลล์และการสร้างคอลลาเจน ทำให้พื้นผิวโดยรวมดูดีขึ้น
CO2 Laser กับ Fractional CO2 ต่างกันอย่างไร?
หลายคนเรียกรวมว่า CO2 Laser แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่าง
|
CO2 Laser |
Fractional CO2 |
|---|---|
|
ยิงเต็มพื้นที่ |
ยิงเป็นจุดเล็ก ๆ |
|
พักฟื้นนานกว่า |
ฟื้นตัวเร็วกว่า |
|
ระเหยเนื้อเยื่อโดยตรง |
กระตุ้นคอลลาเจนเป็นหลัก |
|
เหมาะกับติ่งเนื้อและหูด |
เหมาะกับหลุมสิวและผิว |
แพทย์จะเลือกชนิดของเลเซอร์ตามวัตถุประสงค์ในการรักษา
CO2 Laser เจ็บไหม?
ก่อนทำ แพทย์มักทายาชาบริเวณที่จะรักษา จึงช่วยลดความรู้สึกเจ็บได้มาก
ระหว่างทำอาจรู้สึก
-
อุ่น ๆ
-
แสบเล็กน้อย
-
เหมือนมีเข็มแตะผิวเบา ๆ
หลังทำอาจมีอาการแสบหรือร้อนผิวในช่วงแรก ซึ่งมักดีขึ้นตามระยะเวลาการฟื้นตัว
หลังทำ CO2 Laser ต้องดูแลอย่างไร?
การดูแลหลังทำเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะมีผลต่อการฟื้นตัวของผิว
ควรปฏิบัติดังนี้
-
ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน
-
ทายาตามแพทย์สั่ง
-
เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
-
ทาครีมกันแดดทุกวัน
-
หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง
-
งดสครับผิว
-
งดแกะสะเก็ด
สะเก็ดที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการซ่อมแซมผิว ไม่ควรแกะออกเอง เพราะอาจเกิดรอยดำหรือแผลเป็นได้
CO2 Laser ต้องพักฟื้นกี่วัน?
ระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับความเข้มของการรักษา
โดยทั่วไป
-
รอยแดงอาจอยู่หลายวัน
-
สะเก็ดมักหลุดเองตามธรรมชาติ
-
ผิวใหม่ค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงหลายสัปดาห์
แต่ละคนมีการฟื้นตัวไม่เท่ากัน จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
CO2 Laser เหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหา เช่น
-
หลุมสิว
-
แผลเป็นจากสิว
-
ริ้วรอยเล็ก ๆ
-
ผิวไม่เรียบ
-
ติ่งเนื้อ
-
กระเนื้อ
-
หูดบางชนิด
-
รูขุมขนกว้างบางกรณี
ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่า Fractional CO2 เหมาะสมหรือไม่
ข้อควรระวัง
แม้ CO2 Laser จะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อควรระวัง ได้แก่
-
ไม่ควรทำกับผิวที่กำลังอักเสบ
-
ควรหลีกเลี่ยงแดดก่อนและหลังทำ
-
ต้องทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
-
ไม่ควรแกะสะเก็ด
-
ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน
-
ให้แพทย์เป็นผู้ประเมินรอยโรคก่อนรักษา
ผู้ที่มีประวัติเกิดแผลเป็นนูนง่าย หรือมีโรคผิวหนังบางชนิด ควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา
CO2 Laser กับ Pico Laser ต่างกันอย่างไร?
แม้ทั้งสองจะเป็นเลเซอร์ แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน
|
CO2 Laser |
Pico Laser |
|---|---|
|
หลุมสิว |
ฝ้า |
|
แผลเป็น |
กระ |
|
ติ่งเนื้อ |
จุดด่างดำ |
|
กระตุ้นคอลลาเจน |
เม็ดสี |
|
ระเหยเนื้อเยื่อ |
แตกเม็ดสี |
จึงไม่สามารถใช้แทนกันได้ทั้งหมด แพทย์จะเลือกตามปัญหาผิวของแต่ละคน
ผลลัพธ์อยู่ได้นานหรือไม่?
ผลลัพธ์ของ CO2 Laser ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
-
อายุ
-
การสร้างคอลลาเจนของร่างกาย
-
การดูแลหลังทำ
-
การป้องกันแสงแดด
-
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
หากดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพผิวสามารถคงอยู่ได้ในระดับหนึ่ง แต่กระบวนการเสื่อมของผิวยังคงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงอาจมีการรักษาเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
CO2 Laser คือเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่น 10,600 นาโนเมตร เพื่อรักษาปัญหาผิวโดยอาศัยการระเหยน้ำภายในเซลล์ผิวอย่างแม่นยำ จุดเด่นคือสามารถรักษา หลุมสิว แผลเป็น ริ้วรอย ติ่งเนื้อ กระเนื้อ หูด และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและแข็งแรงขึ้น
โดยเฉพาะ Fractional CO2 Laser ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับการฟื้นฟูผิว เพราะช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นเมื่อเทียบกับ CO2 แบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย CO2 Laser จำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ เลือกพลังงานให้เหมาะกับสภาพผิว และดูแลผิวหลังทำอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงแสงแดดและการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด